|
การกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัยของสนามเด็กเล่นที่จัดทำโดยคณะผู้ทรงคุณวุฒิ
ระบุความสูงของเครื่องเล่นเด็กไว้ว่า สำหรับเด็กก่อนวัยเรียน(อายุ 2-5 ปี)
ไม่ควรเกิน 120 ซ.ม. และเด็กวัยเรียน(อายุ 5-12 ปี) ไม่ควรเกิน 180 ซ.ม. กรณีเครื่องเล่นสำหรับเด็กก่อนวัยเรียนมีความสูงของพื้นยกระดับมากกว่า
50 ซ.ม.และเครื่องเล่นเด็กวัยเรียนที่มีความสูงมากกว่า 75 ซ.ม. จะต้องมีราวตกหรือผนังกันตก
ส่วนพื้นสนามต้องประกอบด้วยวัสดุที่อ่อนนิ่ม ดูดซับพลังงานได้ คือ ทราย ต้องหนาไม่น้อยกว่า
20 ซ.ม. สำหรับเครื่องเล่นสูงไม่เกิน 120 ซ.ม. หากเครื่องเล่นที่สูงเกินกว่านี้พื้นทรายต้องหนาไม่น้อยกว่า
30 ซ.ม. และพื้นสนามที่ดีอาจทำจากยางสังเคราะห์หรือวัสดุอื่นที่ผ่านการทดสอบแล้ว
ซึ่งในความเป็นจริงที่พบเห็นกันอยู่มักจะขาดมาตรฐาน พื้นทรายมีความหนาไม่พอ
การตั้งไว้ที่พื้นหิน ซีเมนต์ พื้นหญ้าธรรมดา เป็นต้น ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บศีรษะรุนแรงได้
สำหรับการติดตั้งเครื่องเล่นเด็กต้องไม่เกิดการพลิกคว่ำ เอียง เลื่อน หรือเคลื่อนตัวได้
ความแข็งแรงในการยึดหรือฝังฐานของเครื่องเล่นถือเป็นหัวใจสำคัญในการติดตั้ง
ส่วนเครื่องเล่นเด็กที่มีช่อง เช่น บันได ราวบันได มาตรฐานได้กำหนดไว้ว่าต้องคำนึงถึงระยะก้าว
ระยะโหนเพื่อป้องกันเท้าหรือขาเข้าไปติด คือ ต้องมีช่องว่างไม่เกิน 3 เซนติเมตร
เป็นต้น และการกำมือเพื่อยึดเหนี่ยวของเด็กในวัยต่างๆ และเพื่อป้องกันศีรษะติดค้างและกดการหายใจ
ช่องต่างๆ ต้องไม่ให้ศีรษะเด็กลอดหรือติดค้างอยู่ได้ ขนาดน้อยกว่า 9 ซ.ม.หรือมากกว่า
23 ซ.ม. เป็นต้น การจัดวางเครื่องเล่นเด็กขาดการวางผังที่ปลอดภัยคือวางเครื่องเล่นเด็กไว้ใกล้ๆ
กันเมื่อเด็กตกลงมาจากที่สูงก็อาจจะลงมาฟาดกับเครื่องเล่นอีกอันหนึ่ง ซึ่งตามมาตรฐานแล้วจะต้องคำนึงถึงพื้นที่ว่าง
ความหนาแน่น ทิศทางของเครื่องเล่น และระยะห่างของเครื่องเล่น พื้นที่การตกต้องไม่มีสิ่งกีดขวาง
ควรมีระยะห่าง 150 ซ.ม. โดยรอบเครื่องเล่นที่มีพื้นยกระดับสูงน้อยกว่าหรือเท่ากับ
150 ซ.ม. หากสูงเกินกว่า 150 ซ.ม. พื้นที่การตกควรเป็น 180 ซ.ม.โดยรอบ
การเลือกเครื่องเล่น สำหรับสนามเด็กเล่น
นอกจากการออกแบบสนามเด็กเล่น ที่คำนึงถึงเรื่องต่างๆที่ได้กล่าวมาแล้ว ในเรื่อง
การออกแบบสนามเด็กเล่น แล้ว การเลือกอุปกรณ์ หรือ เครื่องเล่นสำหรับเด็ก
ก็มีความสัมพันธ์ และ สำคัุญ เช่้นเดียวกัน
โดยการเลือก อุปกรณ์ หรือ เครื่องเล่น ควรคำนึงในเรื่องต่อไปนี้ ด้วย
1. กลุ่มอายุ ของเด็กที่จะใช้ เนื่องจากเด็กที่มีอายุ ต่างกัน จะมีพัฒนาการต่างกัน
มักมีการเคลือนไหว และ มีพฤติกรรมต่างกัน มีความสนใจในสิ่งของ และ ความท้าทายต่างกัน
เช่น เด็ก 3-5 ขวบ จะมีการเคลือนไหว และ ความไว ต่างจากเด็ก 9 -11 ขวบอย่างมาก
หากมีการเล่นในสนามเด็กเล่น เดียวกัน และ มี การ cross circulation กัน ในการเล่น
อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ ได้ง่าย หรือ เด็ก 7 ขวบ จะมีความสนใจใน เครื่องเล่นที่ท้าทายมากกว่า
เด็ก 5 ขวบเป็นต้น
2. วัสดุที่ใช้ืทำอุปกรณ์ ในสมัยก่อน ที่มีจำหน่ายในบ้านเรามักเป็นโลหะ และ
ทาสีกันสนิม เพราะใช้ไปนานๆ บางครั้งสีร่อน หรือ ผุ เมื่อมือไปจับถูก อาจเกิดการทิ่มตำ
และ บาดเจ็บ เสี่ยงต่อ บาดทะยัก ได้ นอกจากนี้ โลหะ ยังมีความร้อน และสนามเด็กเล่นมักอยู่ในที่โล่ง
ทำให้ อุปกรณ์ นั้น ไม่น่าใช้งานสำหรับเด็ก ปัจจุบัน มีการนำพลาสติก หรือ
วัสดุอื่นๆมาใช้ ทำอุปกรณ์ เครื่องเล่น เด็กมากขึ้น
3.
เครื่องเล่นเด็ก ไม่ควรปิดทึบ ควรมีส่วนที่ให้ผู้ปกครอง สามารถมองเห็นได้จากภายนอก
4.
ตัวเครื่องเล่น ไม่ควรมีเหลี่ยมมุม หรือ สันที่แหลม หรือ มีน๊อต ในรอยต่อ
เพราะอาจเกี่ยว เสื้อผ้า ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
5.
เมื่อมีการเลือก อุปกรณ์ แล้วการวางตำแหน่ง เครื่องเล่น ให้มีระบบการสัญจรที่ดี
จะช่วยลดอุบัติเหตุได้ หรือ มีการแบ่ง Zone อายุ หาก สนามเด็กเล่นนั้น มีกลุ่มผู้ใช้
ที่มีเด็กอายุต่างกัน
6.
วัสดุที่ใช้ปูพื้น ก็ควรให้ความสำคัญไม่แพ้กัน บางแห่ง เจ้าของโครงการอาจคำนึง
ถืง ความปลอดภัย เลือกใช้วัสดุที่ ไม่ลื่นง่าย หรือ วัสดุที่ มีความหยุ่นตัว
ช่วยลดแรงกระแทกเวลาหกล้ม ซึ่งวัสดุนำเข้าบางชนิดราคาสูง การออกแบบ อาจไม่จำเป็นต้องใช้
วัสดุปูพื้น ราคาแพงเสมอไป การออกแบบที่ดี สามารถนำวัสดุธรรมชาติ หญ้าจริง
หรือ ทราย อาจนำเข้ามาใช้ได้ โดยการจัดวางที่ลงตัว
ของเล่นสำหรับเด็กซึ่งโดยทั่วไปจำแนกได้เป็น
3 ประเภทดังนี้
1. ของเล่นที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย คือ ของเล่นและอุปกรณ์ที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กทั้งด้านกล้ามเนื้อใหญ่
(Gross Motor) และกล้ามเนื้อเล็ก (Fine Motor) ของเล่นประเภทนี้ สามารถแบ่งออกเป็นสองประเภท
คือ
1.1
ของเล่นที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อใหญ่ ได้แก่ เครื่องเล่นที่จะส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อใหญ่
ซึ่งยังแบ่งออกได้เป็น
1.1.1 เครื่องเล่นสนาม ได้แก่ ชิงช้า ไม้กระดก ไม้ลื่น บันไดงู กระดานทรงตัว
สะพานเชือก อุโมงค์ ฯลฯ
1.1.2 เครื่องเล่นที่จะพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่อื่น ๆ เช่น รถจักรยานขนาดเล็ก
รถถีบ รถลาก เป็นต้น
1.2 ของเล่นหรืออุปกรณ์ที่ส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อเล็ก ได้แก่
1.2.1 อุปกรณ์ประเภทที่ส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อมือกับสายตา (Eye Hand Coordination)
เช่น การร้อยลูกปัด ร้อยเชือก ร้อยดอกไม้ เย็บกระดุม รูดซิป เรียงสี เรียงไม้หนีบ
ปักหมุด ตอกตะปู เป็นต้น
1.2.2 อุปกรณ์ประเภทหนึ่งที่จัดกระทำต่อวัตถุ (Manipulative) เช่น การต่อบล็อกต่าง
ๆ ได้แก่ บล็อกไม้ บล็อกพลาสติก บล็อกชุด บล็อกกลวง ตัวต่อพลาสติกต่าง ๆ
เป็นต้น
2.
ของเล่นหรืออุปกรณ์ที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์-สังคม จิตใจ ได้แก่ ของเล่นหรืออุปกรณ์ที่จะส่งเสริมพัฒนาการดังกล่าว
ได้แก่
เครื่องเล่นดนตรี
ได้แก่ รำมะนา กรับ กรุ๊งกริ๊ง เครื่องเคาะจังหวะ เครื่องเขย่าต่าง ๆ
อุปกรณ์การทำงานศิลปะ เช่น สีเทียน สีไม้ สีน้ำ สีฝุ่น สีชอล์ก ดินน้ำมัน
แป้งมัน ดินเหนียว ปั้นขี้เลื่อย กรรไกรกาว กาวพับกระดาษ การฉีกปะกระดาษ
เป็นต้น
3. ของเล่นหรืออุปกรณ์ที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา ได้แก่ เกมการศึกษา
(Didactic Game) คือ เกมที่ส่งเสริมให้เด็กได้คิดแก้ปัญหา และฝึกทักษะด้านต่าง
ๆ ที่ทำไว้เป็นกล่อง เป็นชุด มีกฎเกณฑ์ กติกาที่กำหนดเอาไว้แน่นอน ได้แก่
เกมภาพตัดต่อ
(Jigsaw Puzzles)
เกมภาพสัมพันธ์ (Lotto)
เกมตารางสัมพันธ์ (Matrix)
เกมจับคู่ (Matching)
เกมต่อแต้ม หรือ โดมิโน (Domino)
ข้อกำหนดเบื้องต้นด้านความปลอดภัยของสนามเด็กเล่น
ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัย และป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก
โรงพยาบาลรามาธิบดี ร่วมกับคณะทำงานร่างข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของสนามเด็กเล่น
ได้จัดให้มีข้อกำหนดเบื้องต้นของอุปกรณ์เครื่องเล่นสนาม วัสดุการเลือกใช้
และการจัดเตรียมพื้นสนามเด็กเล่น และรายละเอียดย่อยของอุปกรณ์ปืนป่าย อุปกรณ์เคลื่อนไหว
ชิงช้า กระดานลื่น และเครื่องเล่นชุดรวม รวมทั้งแนวของการติดตั้ง ตรวจสอบ
บำรุงรักษา และผู้ดูแลเด็กในสนามเด็กเล่น ซึ่งสรุปได้ดังนี้
การป้องกันการบาดเจ็บจากเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่น
จะต้องประกอบด้วย
1. เครื่องเล่นที่ปลอดภัย และ เหมาะสมกับอายุของเด็ก
2. พื้นสนามที่สามารถดูดซับพลังงาน เพื่อลดการบาดเจ็บจากการตก
3. การติดตั้งที่ถูกวิธี
4. การตรวจสอบและบำรุงรักษา และ
5. การมีผู้ดูแลเด็ก ดูแลในขณะเล่น
1. เครื่องเล่นปลอดภัย
- อุปกรณ์เครื่องเล่นสนามต้องได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับอายุ และพัฒนาการเด็ก
โดยแบ่ง
ออกเป็นสองกลุ่ม คือ เด็กก่อนวัยเรียน (อายุ 2-5 ปี) และเด็กในวัยเรียน (อายุ
5-12 ปี)
- เพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากการตก และก่อให้เกิดการบาดเจ็บที่รุนแรง ของศีรษะและสมอง
ระยะความสูงจากพื้นสนามถึงพื้นยกระดับของเครื่องเล่นสนาม สำหรับเด็กก่อนวัยเรียนไม่ควรเกิน
1.20 เมตร และสำหรับเด็กวัยเรียนไม่ควรเกิน 1.80 เมตร
- ในกรณีเครื่องเล่นสำหรับวัยก่อนเรียน มีความสูงของพื้นยกระดับที่มีความสูงมากกว่า
50 เซนติเมตร หรือเครื่องเล่นสำหรับเด็กวัยเรียนทีมีความสูงมากกว่า 75 เซนติเมตร
จะต้องมีราวกันตก หรือผนังกันตก
- การออกแบบบันได และราวบันไดชนิดต่างๆ ต้องคำนึงถึงระยะก้าว ระยะโหน การกำมือเพื่อยึดเหนี่ยวของเด็กในวัยต่างๆ
- เพื่อป้องกันศีรษะติด และกดการหายใจ ช่องต่างๆ ต้องเล็กเกินกว่าศีรษะจะลอดเข้าไปได้
หรือ
ใหญ่พอที่ศีรษะไม่เข้าไปติดค้าง คือ ช่องต้องมีขนาดน้อยกว่า 9 เซนติเมตร
หรือ มากกว่า 23 เซนติเมตร
- เพื่อป้องกันการที่เท้า หรือขาเข้าไปติด พื้นที่เดิน หรือวิ่ง จะต้องไมีช่องว่างไม่เกิน
3 เซนติเมตร เพื่อไม่ให้เท้า หรือขาเข้าไปติด
- เพื่อป้องกันนิ้วเข้าไปติด โดยการแหย่หรือลอด จะต้องไม่มีช่องว่างที่อยู่ขนาด
0.5 เซนติเมตร ถึง 1.2 ซม.
- เพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากการชน กระแทก อุปกรณ์เคลื่อนไหว เช่น ชิงช้า
ที่นั่งต้องทำด้วย
วัสดุที่ไม่แข็ง
- น็อต-สกรูที่ใช้ในการยึดเครื่องเล่นสนาม จะเป็นระบบกันคลาย ต้องออกแบบให้ซ่อนหัวน็อต
หรือปลายตัดหัวมนที่มีส่วนยื่นไม่เกิน 8 มิลลิเมตร
- วัสดุที่ใช้ต้องไม่เป็นพิษและมีสารโลหะหนักเจือปนไม่เกินกว่าค่ามาตรฐานในของเล่น
2. พื้นสนามปลอดภัย
- พื้นสนามเป็นปัจจัยความปลอดภัยที่สำคัญมากที่สุด พื้นสนามที่ดีต้องประกอบด้วยวัสดุ
อ่อนนิ่ม ดูดซับพลังงานได้ คือ ทราย โดยที่พื้นทรายต้องมีความหนาไม่น้อยกว่า
20 เซนติเมตร สำหรับเครื่องเล่นสูงไม่เกิน 1.20 เมตร หากเครื่องเล่นสูงเกินกว่าที่กำหนด
พื้นทรายต้องมีความหนาไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร นอกจากนั้น พื้นสนามที่ดีอาจทำมาด้วยยางสังเคราะห์
หรือวัสดุอื่นที่มีการทดสอบแล้ว พื้นสนามที่เป็นพื้นแข็ง เช่น ซีเมนต์ อิฐสนาม
ก้อนกรวด หินเกร็ด ยางมะตอย ทรายอัดแข็ง พื้นหญ้าธรรมดา จะมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บศีรษะ
รุนแรง
- พื้นที่ปลอดภัย ต้องคำนึงถึง การวางผัง ความหนาแน่น พื้นที่ว่าง ทิศทางของเครื่องเล่น
และการใช้งาน ระยะห่างของเครื่องเล่น และชนิดของเครื่องเล่น
- การออกแบบพื้นที่ปลอดภัย ต้องคำนึงพื้นที่การตก ระยะว่างอิสระ และพื้นที่การสัญจร
- พื้นที่การตก ต้องไม่มีสิ่งกีดขวางอันจะก่อให้เกิดอันตรายเมื่อเด็กตกจากเครื่องเล่น
โดยควรเป็น 1.50 เมตร โดยรอบเครื่องเล่นที่มีพื้นยกระดับสูงน้อยกว่าหรือเท่ากับ
1.50 เมตร หากสูงเกินกว่า 1.5 เมตร พื้นที่การตกควรเป็น 1.80 เมตร โดยรอบ
3. การติดตั้ง เครื่องเล่นสนาม
ต้องสามารถรับแรงสูงสุดที่กระทำต่อตำแหน่งที่ออกแบบสำหรับใช้งาน ต้องไม่เกิดการพลิกคว่ำ
เอียง เลื่อน หรือ เคลื่อนตัวได้ ความแข็งแรงในการยึดหรือฝังฐานของเครื่องเล่นสนามถือเป็นหัวใจสำคัญในการติดตั้ง
เครื่องเล่นสนามแต่ละชนิดจะถูกออกแบบฐานรากที่มีขนาด ความลึกที่แตกต่างกัน
ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและแรงที่กระทำในเครื่องเล่นสนามนั้น ๆ
4. การตรวจสอบและบำรุงรักษา
ให้มีการตรวจสอบสนามเด็กเล่นและอุปกรณ์เครื่องเล่นสนามทุกวัน และตรวจสอบพร้อมบันทึก
เป็นหลักฐานทุก 3 เดือน โดยเจ้าหน้าที่ในสถานที่ที่ทำการติดตั้ง และมีเจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญทางวิศวกรรมตรวจสอบและบันทึกเป็นหลักฐานทุก
1 ปี ควรเป็นระเบียบปฏิบัติในส่วนการปกครองท้องถิ่น
5. ผู้ดูแลเด็ก
ต้องมีการฝึกอบรมผู้ดูแลเด็กให้มีความรู้ในการเล่น การใช้เครื่องเล่น การระวังการบาดเจ็บและ
การปฐมพยาบาล สัดส่วนผู้ดูแลเด็กกับจำนวนเด็กเล็กเท่ากับ 1: 20 และผู้ดูแลเด็กกับจำนวนเด็กโตเท่ากับ
1 : 50
6. ต้องมีการจัดหลักสูตรการอบรมเจ้าหน้าที่ติดตั้งและตรวจสอบสนามเด็กเล่น
และผู้ดูแลเด็กในขณะเล่น โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
|